เวสสันดรชาดก ตอนที่ ๑๖ ( เชิญพระเวสสันดรกลับพระนคร ) จบ




เวสสันดรชาดก ตอนที่ ๑๖
( เชิญพระเวสสันดรกลับพระนคร )




ดูก่อนสุเมธดาบสจำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้เต็ม
หม้อน้ำที่ควํ่าแล้ว ย่อมคายน้ำออก ไม่เหลือ ไม่นำกลับเข้าไปอีกฉันใด
แม้ท่านเมื่อไม่เหลียวแล ทรัพย์ ยศ บุตร ภรรยาหรืออวัยวะน้อยใหญ่
ให้สิ่งที่เขาต้องการ อยากได้ทั้งหมด แก่ผู้ขอที่มาถึง กระทำมิให้มีส่วนเหลืออยู่
จักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



เรามีเวลาสร้างบารมีอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด เดี๋ยวก็วันเดี๋ยวก็คืน กาลเวลาได้นำความแก่ ความเจ็บ และความตายมาสู่ตัวเราทุกขณะ ไม่เคยหยุดพักแม้แต่อนุวินาทีเดียว จึงไม่ควรที่จะประมาทในการดำเนินชีวิต บัณฑิตทั้งหลายจะรีบสั่งสมบุญ เพื่อเป็นเหตุให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เพราะเป็นของเฉพาะตน หากเราตั้งใจลงมือปฏิบัติในวันนี้ ย่อมจะได้ความสุขในปัจจุบัน หรือแม้วันนี้เรายังเข้าไม่ถึงธรรม ก็จะเป็นอุปนิสัยติดตัวเราไป ให้ได้เข้าถึงพระธรรมกายในวันข้างหน้า ดังนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นกรณียกิจสำหรับพวกเราทุกๆ คน


สุเมธดาบสโพธิสัตว์ได้อธิษฐานจิต เกี่ยวกับทานบารมีไว้ว่า


"ดูก่อนสุเมธดาบสจำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้เต็ม
หม้อน้ำที่ควํ่าแล้ว ย่อมคายน้ำออกไม่เหลือ ไม่นำกลับเข้าไปอีกฉันใด
แม้ท่านเมื่อไม่เหลียวแล ทรัพย์ ยศ บุตร ภรรยา หรืออวัยวะน้อยใหญ่
ให้สิ่งที่เขาต้องการอยากได้ ทั้งหมด แก่ผู้ขอที่มาถึง กระทำมิให้มีส่วนเหลืออยู่จัักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"



หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องพระเวสสันดรติดต่อกันมาหลายวัน เราคงจะได้ความรู้ และความเข้าใจถึงความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ของพระบรมโพธิสัตว์ของเราว่า ต้องสร้างบารมีอย่างยิ่งยวด เกี่ยวกับทานบารมีอย่างไรบ้าง ส่วนสิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทลงไปด้วยใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวนั้น จะส่งผลอันไพศาลต่อพระองค์ท่านเองอย่างไรบ้าง เราก็ได้มาถึงตอนอวสานของเรื่องพระเวสสันดร ซึ่งตอนที่แล้ว ถึงตอนที่พระชาลีราชกุมารได้อ้อนวอนให้พระเจ้าสัญชัย เสด็จไปอัญเชิญพระเวสสันดรให้กลับพระนครด้วยพระองค์เอง


*ด้วยความรักในพระโอรสและหลานทั้งสอง พระเจ้าสัญชัยบรมกษัตริย์ พร้อมด้วยข้าราชบริพาร จึงได้ยกกองทัพออกจากเมือง ให้พระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางเสด็จ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ว่า ในสมัยนั้น ในแคว้นกาลิงครัฐมีฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลแล้ว พวกพราหมณ์ทั้งแปด ต่างนำมงคลหัตถีกลับมาคืนพระเจ้ากรุงสัญชัย พญาช้างดีใจมากที่จะได้พบนาย จึงบันลือโกญจนาทเสียงดังสนั่น แม้เหล่าสกุณาก็เริงร่า ดอกไม้ก็แย้มบาน ดีใจว่า
พระเวสสันดรจะได้เสด็จกลับเข้าเมืองเป็นจอมราชันย์เหมือนเดิม

*มก. เวสสันตรชาดก เล่ม ๖๔ หน้า ๗๙๐


ครั้นกองทัพเดินทางเข้าสู่ป่าใหญ่ พระชาลีราชกุมารให้ตั้งค่ายที่ริมฝั่งสระมุจลินท์ พระนางมัทรีทรงสังเกตเห็นว่า กองทัพเหล่านี้มาดี ไม่ใช่มาร้าย จึงกราบทูลพระสวามีว่า "ขอพระองค์ทรงพิจารณาถึงพรที่ท้าวสักกเทวราชประทานเถิด เห็นทีความสวัสดีจะพึงมีแก่เราทั้งสองจากพลนิกายนี้อย่างแน่นอน" ขณะนั้น พระเจ้าสัญชัยได้ปรึกษากับพระนางผุสดีราชเทวีว่า ถ้าหากไปหาพระเวสสันดรที่อาศรมพร้อมกันทั้งหมด อาจเกิดความเศร้าโศกกันใหญ่ พระองค์จึงขอเสด็จเข้าไปก่อน ให้กัณหาชาลีราชนัดดาเสด็จตามเข้าไป จากนั้นได้เสด็จลงจากคอช้าง ตรงเข้าไปที่อาศรมของพระโอรสพร้อมด้วยเหล่าอำมาตย์ ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระเวสสันดร นั่งเข้าฌานอยู่ในบรรณศาลานั้น พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง


พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพระราชบิดา เสด็จลุกขึ้นถวายบังคมแสดงการต้อนรับ พระเจ้าสัญชัย ทรงสงสารพระโอรส จนสุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ครั้นบรรเทาความโศกแล้วทรงแจ้งข่าวว่า หลานทั้งสอง คือ ชาลีและกัณหาได้รับการไถ่ถอนจนเป็นไทแล้ว พระโพธิสัตว์เจ้าได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงโล่งพระทัย ฝ่ายพระนางผุสดีเทวีดำริว่า บัดนี้กษัตริย์ทั้งสามคงจะหายโศกลงบ้างแล้ว จึงเสด็จตามเข้าไปที่อาศรม พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพระราชชนนีกำลังเสด็จมา ก็รีบเสด็จลุกขึ้นต้อนรับทันที


จากนั้น พระชาลีและพระกัณหาพากันเสด็จเข้ามา พระนางมัทรีประทับยืนทอดพระเนตรการมาของพระโอรส พระธิดาโดยความสวัสดี ไม่สามารถจะทรงพระวรกายอยู่ได้ ทรงครํ่าครวญร้องไห้ด้วยความรักพระโอรสพระธิดาอย่างสุดซึ้ง รีบเสด็จเข้าไปหาพระกุมารทั้งสอง พระนางมัทรีทรงกันแสงครํ่าครวญ ด้วยความอาลัยคิดถึง และสงสารพระโอรสพระธิดาทั้งสองยิ่งนัก พระวรกายสั่นถึงวิสัญญีภาพสลบล้มลง ฝ่าย พระชาลี และพระกัณหาเห็นดังนั้น ก็รีบเสด็จมาโดยเร็ว เมื่อเห็นอาการของพระชนนี ก็ถึงวิสัญญีภาพสลบล้มลงใกล้ๆ พระมารดานั้นเอง


ฝ่ายพระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นปิยบุตรและบุตรี ก็ไม่อาจทรงกลั้นโศกาอาดูรได้ ถึงกับสลบล้มลงในที่นั้นเช่นกัน แม้พระชนกและพระชนนีของพระเวสสันดร ต่างทรงสลบล้มลงตรงนั้นเช่นกัน เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติของพระโพธิสัตว์ ครั้นเห็นกิริยาของ ๖ กษัตริย์ ก็เป็นลมสลบล้มลงไปตามๆ กัน ด้วยความเศร้าโศก ที่คละเคล้าไปด้วยความปีติยินดีอย่างสุดซึ้ง น้ำตาแห่งความสุข ซึ่งเป็นผลแห่งการสร้างมหาทานบารมีอันยิ่งใหญ่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว


เหล่าข้าราชบริพารที่เห็นเหตุการณ์นั้น แม้คนหนึ่งก็ไม่อาจ ดำรงอยู่ได้ พากันร้องไห้สลบกันไปหมด อาศรมบทได้เป็นเหมือน ป่ารังที่ลมยุคันธวาตพัดพาไป เหลือแต่ความว่างเปล่า ขณะนั้นภูผาทั้งหมดก็บันลือลั่น มหาปฐพีก็หวั่นไหว มหาสมุทรก็ปั่นป่วน เขาสิเนรุราชก็โอนเอนไปมา เทวโลกทั่วกามาวจรก็เกิดโกลาหล ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ พร้อมด้วยราชบริษัทถึงวิสัญญีภาพ ไม่มีใครแม้สักคนหนึ่งที่จะลุกขึ้นรดน้ำลงบนสรีระของใครได้ จึงบันดาลฝนโบกขรพรรษให้ตกลงที่ท่ามกลางสมาคม ที่ต้องการจะให้เปียกก็เปียก ผู้ที่ไม่ต้องการให้เปียก น้ำฝนแม้สักหยาดเดียวก็ไม่ถูกต้องสรีระร่างของชนเหล่านั้น


ครั้นบรมกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ฟื้นคืนสติขึ้นมา ทุกพระองค์ต่างสนทนากันด้วยความร่าเริงเบิกบาน คละเคล้าไปด้วย น้ำตาแห่งความรัก และความคิดถึงอย่างสุดซึ้ง ชาวแคว้นสีพีที่มาประชุมกันทั้งหมด ต่างประนมมืออัญเชิญพระเวสสันดรเสด็จกลับกรุงเชตุดร เมื่อพระเวสสันดรทรงปฏิเสธ ต่างพากันหมอบลงแทบพระบาทพลางวิงวอนว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงเป็นใหญ่ ทรงครองราชสมบัติปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ บำเพ็ญมหาทานตามพระราชประสงค์เถิดพระเจ้าข้า"


เมื่อพระเวสสันดรมิอาจปฏิเสธพระประยูรญาติ รวมถึงชาวเมืองได้ วันรุ่งขึ้นจึงทรงเปลื้องเครื่องบริขารนักบวช ทำประทักษิณบรรณศาลา ๓ รอบ และเสด็จกลับพระนครพร้อมด้วยกองทัพอันเกรียงไกร กองทัพของพระเวสสันดรใช้เวลาเดินทางนานถึง ๒ เดือน จึงเสด็จถึงกรุงเชตุดร เมื่อเสด็จมาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างมโหฬาร มีมหาชนมายืนรอคอยต้อนรับพระองค์เต็มท้องถนน ได้มีการป่าวประกาศให้ปล่อยสรรพสัตว์ที่ผูกขังไว้ พระเวสสันดรทรงพระดำริว่า "พรุ่งนี้ พวกยาจกรู้ว่าเรากลับมาแล้ว จักพากันมาขออีก เราจักให้อะไรแก่ยาจก เหล่านั้นดีหนอ"


ขณะเดียวกันนั้นเอง พิภพของท้าวสักกเทวราชได้แสดงอาการเร่าร้อน พระองค์ทรงตรวจดู ก็รู้ถึงเดชานุภาพแห่งมหาทาน ของพระเวสสันดร จึงเนรมิตทำพื้นที่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของพระราชนิเวศน์ ให้เต็มด้วยรัตนะสูงประมาณเอว ให้ฝนรัตนะตกเป็นเหมือนฝนลูกเห็บ ให้ตกลงมาทั่วเมืองสูงประมาณเข่า พระเวสสันดรโปรดให้พระราชทานทรัพย์แก่ชนทุกชั้น ทรัพย์ที่เหลือก็ให้ขนเข้าท้องพระคลัง ให้เริ่มตั้งทานมุข พระองค์ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฏร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงบำเพ็ญทานบารมีจนตลอดพระชนมชีพ จากนั้นได้ไปบังเกิดเป็นท้าวสันดุสิตเทวราชเป็นจอมเทพในสวรรค์ชั้นดุสิต


เราจะเห็นว่า ผลแห่งการทำทานอย่างทุ่มเท สุดฤทธิ์ สุดเดชของพระโพธิ์สัตว์ ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันนั้น เมื่อถึงคราวบุญส่งผล นอกจากจะส่งผลดีเฉพาะพระองค์ท่านแล้ว ยังส่งผลถึงเหล่าประชาราษฏร์ และสรรพสัตว์อีกมากมายนับไม่ถ้วน เพราะพระองค์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทุกอย่างที่พระองค์ดำริ ทุกสิ่งที่พระองค์ทำ ทุกถ้อยคำที่พระองค์ตรัส ต่างเป็นไปเพื่อสันติสุขของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง สมควรที่พวกเราจะยึดพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมี ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

เวสสันดรชาดก ตอนที่ ๑๕ ( กัณหาชาลีได้รับอิสรภาพ )



เวสสันดรชาดก ตอนที่ ๑๕
( กัณหาชาลีได้รับอิสรภาพ )




พระราชาเวสสันดรพระองค์ใดเป็นที่พึ่งอาศัยของยาจกทั้งหลาย
ดุจธรณีเป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย หรือเป็นที่ไปมาของยาจกทั้งหลาย
ดุจสาครเป็นที่ไหลหลั่งไปมาแห่งแม่น้ำทั้งหลาย พระราชาเวสสันดรพระองค์นั้น
เมื่อเสด็จประทับแรม ณ ราวไพร ได้พระราชทานพระโอรสพระธิดาแก่ข้าพระบาท


สรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เหมือนดอกไม้ เดิมเราเคยเห็นมันเป็นต้นกล้าเล็กๆ ไม่นานก็เจริญเติบโตขึ้น แตกใบแผ่กิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผล ให้ความสดชื่นแก่ทุกชีวิต ครั้นไม่นานดอกไม้นั้น ก็เหี่ยวแห้งร่วงโรยไปตามกาลเวลา สังขารร่างกายของเราก็เช่นเดียวกัน ความแก่ ความเจ็บ ความตายได้คืบคลานเข้ามาในชีวิตเรา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกอนุวินาที โดยที่ตัวเราเอง สังเกตไม่ออก เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๖๐ ปี จึงรู้ว่าเราแก่ลงทุกขณะ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องกันไปสู่ความเสื่อมสลาย ดังนั้น เราจึงไม่ควรประมาท ควรให้ชีวิตผ่านไปด้วยการสร้างบุญบารมี ฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่งให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้ เพื่อเราจะได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง


มีถ้อยคำที่ชูชกได้สรรเสริญพระเวสสันดรไว้ว่า

"พระราชาเวสสันดรพระองค์ใดเป็นที่พึ่งอาศัยของยาจกทั้งหลาย ดุจธรณีเป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย หรือเป็นที่ไปมาของยาจกทั้งหลาย ดุจสาครเป็นที่ไหลหลั่งไปมาแห่งแม่น้ำทั้งหลาย พระราชาเวสสันดรพระองค์นั้น เมื่อเสด็จประทับแรม ณ ราวไพร ได้พระราชทานพระโอรสพระธิดาแก่ข้าพระบาท"

เรื่องพระเวสสันดรกำลังจะดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว เพราะพระองค์ได้บริจาคทรัพย์สมบัติทุกอย่างครบทั้ง ๕ ประการ ที่เรียกว่า ปัญจมหาบริจาค เพียงแต่ผลแห่งการบริจาค ยังไม่เกิดเป็นอานิสงส์ทันตาเห็นในทันทีทันใด ยังไม่ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากมหาชนเท่าที่ควร เพราะปุถุชนส่วนใหญ่มีใจ ไมˆใหญ่เหมือนท่าน ท่านได้รับคำชมก็เฉพาะผู้ที่มาขอรับบริจาคทานจากพระองค์เท่านั้น เช่น เหล่ายาจก วณิพกพเนจร และพราหมณ์ชูชก เป็นต้น ครั้งนี้เรามาติดตามเรื่องราวการสร้างมหาทานบารมีต่อไปว่า ผลแห่งมหาทานบารมีทุกอย่าง ที่ได้สั่งสมไว้ จะนำความชื่นใจกลับมาสู่พระองค์อยˆางไร

*เมื่อเหล่าอำมาตย์ และพระประยูรญาติทรงรู้ว่า พระเวสสันดรได้บริจาคพระโอรสพระธิดาทั้งสองให้กับพราหมณ์เฒ่าชูชก เพื่อนำไปเป็นข้าทาสรับใช้ ต่างเกิดความไม่พอใจ พากันตำหนิในทานของพระองค์ว่า การบริจาคบุตรภรรยาเป็นสิ่ง ที่ไม่ถูกต้อง พระชาลีราชกุมารได้ทรงฟังคำของพวกอำมาตย์ แม้ไม่ปรารถนาจะเป็นข้าทาสของคนอื่น แต่เพราะปรารถนาจะทำปณิธานของพระบิดาให้เต็มเปี่ยม จึงไม่พอใจต่อคำครหานั้น ได้ตรัสแย้งไปตามสติปัญญาของตนเองว่า "ทาส ม้า แม่ม้าอัสดร รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐ ไม่มีในนิเวศน์ของพระราชบิดา ข้าแต่พระอัยกาเจ้า พระราชบิดาไม่สามารถจะบริจาคทานอย่างอื่นได้ เพราะพระบิดาไม่มีเงิน ทอง แก้วมณี หม่อมฉันผู้เป็นโอรสธิดา ได้ชื่อว่าเป็นทรัพย์อันประเสริฐ เป็นทรัพย์ที่พระบิดาควรบริจาคเป็นทานโดยแท้"

*มก. เวสสันตรชาดก เล่ม ๖๔ หน้า ๗๗๒

พระเจ้ากรุงสัญชัยได้ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสว่า "ดูก่อน พระหลานน้อย พวกเราสรรเสริญทานของบิดาเจ้า มิได้ติเตียนทานเหล่านั้น เพียงแต่บิดาของหลานให้หลานทั้งสองแก่คนขอทาน พระหฤทัยของบิดาเจ้าเป็นอย่างไรหนอ ทำไมจึงมีจิตใจกระด้าง บริจาคได้กระทั่งบุตรธิดาถึงเพียงนี้"

พระชาลีราชกุมารทูลชี้แจงว่า "ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดาของหม่อมฉัน เมื่อพระราชทานหม่อมฉันทั้งสองแก่คนขอทานแล้ว พอสดับถ้อยคำอันน่าสงสาร ที่น้องกัณหากล่าวอ้อนวอน พระองค์ทรงมีพระทัยเป็นทุกข์และเร่าร้อน มีพระเนตร แดงก่ำดังดาวโรหิณี มีพระอัสสุชลหลั่งไหลไม่หยุดเลย พระบิดาของหม่อมฉันมีพระทัยอ่อนโยน ประกอบด้วยกรุณาต่อหม่อมฉันทั้งสองยิ่งนัก"

พระเจ้ากรุงสัญชัยทอดพระเนตรเห็นพระราชนัดดาทั้งสอง ยังไม่พ้นจากมือพราหมณ์ชูชก จึงตรัสว่า "พระมารดาของหลานทั้งสองก็เป็นราชบุตรี พระบิดาของหลานก็เป็นราชโอรส แต่ก่อนหลานทั้งสองขึ้นนั่งบนตักปู่ แต่ทำไม เดี๋ยวนี้มายืนอยู่ไกลเสียเล่า" ชาลีราชกุมารกราบทูลว่า "พระชนนีของหม่อมฉัน ทั้งสองเป็นพระราชบุตรี พระชนกของหม่อมฉันทั้งสองเป็น พระราชบุตร แต่หม่อมฉันทั้งสองเป็นทาสของพราหมณ์ เพราะฉะนั้น หม่อมฉันทั้งสองจึงต้องยืนอยู่ไกล พระเจ้าข้า"

พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า "หลานรักทั้งสองอย่าได้พูดอย่างนี้เลย หทัยของปู่เร่าร้อนเหลือเกิน กายของปู่ก็เหมือนถูกยกขึ้นไว้บนจิตกาธาน ปู่ไม่ได้ความสุขในราชบัลลังก์นี้เลย ปู่จะเอาทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นี้ไถ่หลานทั้งสองคืนมา หลานทั้งสองจักไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป" ทรงสอบถามถึงราคาของหลานทั้งสองว่า ถูกพระบิดาตีราคาไว้เท่าไร จะได้จัดหาทรัพย์ให้ชูชกเพื่อไถ่หลานคืนมา


จากนั้นทรงรับสั่งให้รีบจัดหาทาสี ทาส โคตัวเมียตัวผู้ ช้าง อย่างละ ๑๐๐ แก่พราหมณ์เป็นค่าไถ่พระราชกุมารี และทองคำ ๑,๐๐๐ ตำลึง เป็นค่าไถ่พระกุมาร ทรงพระราชทานทุกอย่างตามที่ตกลงกันไว้ อีกทั้งพระราชทานปราสาท ๗ ชั้น ให้กับชูชก อีกด้วย ตั้งแต่นั้นมา ชูชกก็มีบริวารมากมาย พร้อมทั้งรวบรวมทรัพย์ขึ้นไปเสวยสุขอยู่บนปราสาท บริโภคโภชนะมีรสเลิศ เสวยสุขอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิต


เนื่องจากชูชกบริโภคอาหารเกินประมาณ กินเข้าไปเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม ท้องโตขึ้นทุกวันๆ เพราะความไม่รู้จักประมาณ และเมามันในความอร่อยของพระกระยาหารซึ่งเป็นของสำหรับพระราชา เมื่อกินมากเข้าๆ อาหารที่บริโภคเข้าไปย่อยไม่ได้ ได้รับความทรมานแสนสาหัส ในที่สุดก็ท้องแตกตายบนปราสาท นั่นเอง พระเจ้าสัญชัยให้ทำฌาปนกิจชูชก พร้อมตีกลองใหญ่ป่าวประกาศว่า ใครเป็นญาติของชูชกให้มาขนสมบัติไป ครั้นไม่พบคนที่เป็นญาติของชูชกแม้แต่คนเดียว จึงโปรดให้ขนทรัพย์ทั้งหมดคืนเข้าพระคลังหลวงตามเดิม

พระเจ้าสัญชัยทรงให้ประดับราชกุมารกุมารีทั้งสองอย่างดี ประหนึ่งเทพกุมาร ให้แต่งองค์ด้วยอิสริยาภรณ์ชั้นเลิศ และทรงไต่ถามถึงพระบิดาของหลานทั้งสองว่า มีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง ทรงดำเนินชีวิตในป่าใหญ่อย่างไร พระนัดดาทั้งสองทูลว่า พระชนกชนนีทั้งสองไม่ค่อยมีพระโรคาพาธ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการเสาะแสวงหาผลไม้ จากนั้นได้ทูลเล่ากิจวัตรประจำวัน และสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจภายในเขาวงกต พร้อมกับทูลทักท้วงพระอัยกาว่า "บุตรทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก ย่อมเป็นที่รักของผู้เป็นพ่อแม่ พระอัยกาคงไม่รักพระโอรสเป็นแน่ จึงทรงปล่อยให้ทั้งสองพระองค์อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง"

พระเจ้าสัญชัยทรงชี้โทษของพระองค์ว่า "ดูก่อนหลานเอ๋ย การที่ปู่ให้ขับไล่บิดาของเจ้าผู้ไม่มีโทษ เพราะถ้อยคำของชาวสีพีนั้น นับว่าปู่ได้กระทำความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เหมือนทำลายความเจริญของแคว้นสีพี เพราะฉะนั้น สิ่งใดๆ ของปู่ที่อยู่ในเมืองนี้ก็ดี ทรัพย์และธัญชาติที่มีอยู่ก็ดี ปู่ขอยกให้แก่บิดาของเจ้าทั้งสิ้น ขอให้เวสสันดรจงมาเป็นราชาปกครองในสีพีรัฐเถิด"

พระชาลีราชกุมารผู้เป็นลูกยอดกตัญญู ได้โอกาสก็กราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ พระชนกของหม่อมฉันคงจะไม่เสด็จมาเป็นพระราชาของชาวสีพี เพราะถ้อยคำของหม่อมฉัน ขอพระองค์เสด็จไปอภิเษกพระราชบิดาด้วยพระองค์เองเถิด"


พระเจ้าสัญชัยทรงสดับเช่นนั้น ด้วยความรักในโอรส และหลานอย่างสุดกำลัง จึงรีบรับสั่งให้ตีกลองใหญ่ป่าวประกาศ ทั่วเมืองว่า กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองพลราบ จงผูกสอดศัตราวุธ ชาวนิคม พราหมณ์ปุโรหิตจงติดตามเราไปที่เขาวงกต เพื่ออัญเชิญพระเวสสันดรพร้อมด้วยพระนางมัทรีกลับมาครองราชสมบัติ ทรงรับสั่งให้ทหารแผ้วถางหนทางให้มีพื้นราบเรียบ ตั้งแต่กรุงเชตุดรจนถึงเขาวงกต และตกแต่งหนทางให้งดงาม อีกทั้งประดับประดาด้วยสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ส่วนพระเวสสันดรจะเสด็จกลับกรุงเชตุดร เพื่อมาบำเพ็ญมหาทานต่อไปหรือไม่นั้น และเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร ไว้เรามาติดตามกันต่อในตอนต่อไป

เวสสันดรชาดก ตอนที่ ๑๔ ( พระเวสสันดรขอพร ๘ ประการ )




เวสสันดรชาดก
ตอนที่ ๑๔
( พระเวสสันดรขอพร ๘ ประการ )




ข้าแต่ท้าวสักกะ เมื่อหม่อมฉันบริจาคทาน ทรัพย์สมบัติ พึงไม่หมดสิ้นไป บริจาคแล้วไม่พึงเดือดร้อนภายหลัง เมื่อกำลังบริจาค พึงทำจิตให้ผ่องใส เมื่อหม่อมฉันพ้นจากอัตภาพนี้ พึงไปสู่สวรรค์ ถึงชั้นดุสิตอันวิเศษ
จุติจากชั้นดุสิตมาเป็นมนุษย์ พึงเป็นผู้ไม่เกิดอีก


ในเส้นทางแห่งการสร้างบารมี นักสร้างบารมีจะต้องมีจิตประกอบด้วยเมตตา ปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะเมตตาธรรมคํ้าจุนโลก ก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข เป็นจุดเชื่อมโยงใจให้มนุษย์ และสรรพสัตว์อยู่ร่วมกันได้ โดย ไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ความเมตตานี้เป็นหนึ่งในบารมี ๑๐ ทัศ ที่พระบรมโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ จึงจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ กระแสแห่งความเมตตานี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อใจเราหยุดนิ่ง มีความสุข ความสงบ และความบริสุทธิ์ภายในอย่างเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ โดยต้องเริ่มจากการเจริญ สมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ

พระเวสสันดรได้อธิษฐานขอพรกับท้าวสักกเทวราชว่า "ข้าแต่ท้าวสักกะ เมื่อหม่อมฉันบริจาคทาน ทรัพย์สมบัติพึงไม่หมดสิ้นไป บริจาคแล้วไม่พึงเดือดร้อนภายหลัง เมื่อกำลังบริจาค พึงทำจิตให้ผ่องใส เมื่อหม่อมฉันพ้นจากอัตภาพนี้ พึงไปสู่สวรรค์ ถึงชั้นดุสิตอันวิเศษ จุติจากชั้นดุสิตมาเป็นมนุษย์ พึงเป็นผู้ไม่เกิดอีก"


ผู้มีบุญญาธิการที่ได้สั่งสมบุญไว้มากๆ ถึงจุดหนึ่งปัญหาและอุปสรรคย่อมไม่มีความหมาย มารก็กีดขวางไม่ได้ เมื่อถึงคราวอธิษฐานเพื่อปรารถนาสิ่งใด แรงอธิษฐานนั้นก็จะกลายเป็นจริงทุกประการ เหมือนอย่างพระเวสสันดรโพธิสัตว์ ผู้รักในการบริจาคทานยิ่งกว่าสิ่งใดๆ การให้นั้นฝังแน่นอยู่ในจิตใจ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพระองค์ จึงยากที่ใครจะมาบอกให้เลิกทำทาน ขนาดถูกขับไล่ พระองค์ก็ไม่เคยน้อยเนื้อตํ่าใจ บริจาคได้กระทั่งพระโอรสพระธิดา และมเหสีผู้เป็นที่รักยิ่ง


เพราะฉะนั้น เมื่อทรงกล้าสละในสิ่งที่ชาวโลกสละได้ยาก ถึงคราวอธิษฐานจิตปรารถนาสิ่งใด ท่านก็จะได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาอย่างเป็นอัศจรรย์ เพราะกำลังบุญบารมีที่มีมาก และมากพอที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเหลืออีกเพียงภพชาติเดียวเท่านั้น คือ หลังจากที่ได้ไปอุบัติเป็นจอมเทพ และเสวยสุขในสวรรค์ชั้นดุสิต ก็จะเสด็จอุบัติบนโลกมนุษย์อีกครั้ง เมื่อทรงออกผนวชแสวงหาโมกขธรรม จะได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป


ครั้งที่แล้ว ถึงตอนที่พระอินทร์ได้มาเสริมบารมีของ พระเวสสันดร ด้วยการแปลงเป็นพราหมณ์แก่ มาทูลขอพระนางมัทรีราชเทวี พระองค์ทรงยอมที่จะสละมเหสีผู้เคยร่วมทุกข์ ร่วมสุขมาด้วยกัน อีกทั้งพระนางมัทรีก็ไม่ลังเลพระทัย ทรงทำความปรารถนาของพระสวามีให้เต็มเปี่ยม แต่พระอินทร์ก็ได้มอบพระนางมัทรีฝากไว้กับพระเวสสันดร นั่นแสดงว่า พระเวสสันดรไม่อาจให้พระนางมัทรีแก่ใครได้อีกต่อไป จากนั้นทรงเนรมิตอัตภาพจากพราหมณ์แก่เป็นท้าวสักกเทวราชตามเดิม ประทับยืนอยู่บนอากาศ ตรัสชมเชยบรมกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ว่า สมแล้วที่เป็นขัตติยราช สมบูรณ์ด้วยพระวงศ์ ได้ประสูติดีแล้วแต่พระมารดาพระบิดา แม้ถูกเนรเทศเสด็จมาแรมราตรีอยู่ในราวไพรป่า ก็ยังบำเพ็ญมหาทานบารมีไม่ได้ขาด

*ด้วยความเลื่อมใสในพระเวสสันดร ผู้มีพระหฤทัยมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวสูงส่งหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก ทำให้พระอินทร์ถึงกับเปล่งวาจาอนุญาต ให้พระเวสสันดรขอพรได้ถึง ๘ ประการ พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า "ข้าแต่ท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่ของสรรพสัตว์ ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่หม่อมฉัน ขอพระชนกของหม่อมฉัน พึงทรงยินดีให้หม่อมฉันกลับจากป่านี้ สู่นิเวศน์ของหม่อมฉัน พึงเชื้อเชิญด้วยราชบัลลังก์ หม่อมฉันเลือกข้อนี้เป็นพรข้อที่ ๑



หม่อมฉันไม่ชอบการฆ่าคน แม้ทำผิดร้ายแรงพึงทำคน มีโทษให้พ้นจากการประหารชีวิต หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพร ข้อที่ ๒ ชนเหล่าใดเป็นคนแก่ เป็นคนหนุ่ม และเป็นคนวัยกลางคน ชนเหล่านั้นพึงอาศัยหม่อมฉันเลี้ยงชีพ หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพรข้อที่ ๓ หม่อมฉันไม่พึงถึงภรรยาของชนอื่น พึงขวนขวาย แต่ในภรรยาของตน และไม่พึงตกอยู่ในอำนาจของสตรีเหล่านั้น หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพรข้อที่ ๔


ข้าแต่ท้าวสักกะ บุตรของหม่อมฉันที่พลัดพรากไปนั้น พึงมีอายุยืน พึงครองแผ่นดินโดยธรรม หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพรข้อที่ ๕ เมื่อราตรีสิ้นไป ทันทีที่แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณปรากฏขึ้นมา ขอให้ภิกษาหารอันเป็นทิพย์พึงปรากฏมี หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพรข้อที่ ๖


เมื่อหม่อมฉันบริจาคทาน ทรัพย์สมบัติพึงไม่หมดสิ้นไป บริจาคแล้วไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังบริจาคพึงทำจิตให้ผ่องใส หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพรข้อที่ ๗ และเมื่อหม่อมฉันพ้นจากอัตภาพนี้ พึงไปสู่สวรรค์ถึงชั้นดุสิตอันวิเศษ จุติจากชั้นดุสิตนั้นมาเป็นมนุษย์ พึงเป็นผู้ไม่เกิดอีก หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพรข้อที่ ๘"

*มก. เวสสันตรชาดก เล่ม ๖๔ หน้า ๗๖๙


ท้าวสักกะจอมเทพได้สดับพระดำรัสของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงใคร่ครวญพิจารณาถึงพร ๘ ประการ ว่าจะสำเร็จหรือไม่ และจะหาทางช่วยให้ความปรารถนาของพระโพธิสัตว์สำเร็จได้อย่างไร ครั้นพิจารณาความเป็นไปได้ครู่หนึ่ง ก็ตรัสบอกว่า "อีกไม่นาน พระราชบิดาผู้บังเกิดเกล้าของพระองค์ จักเสด็จมาพบพระองค์ แล้วจักพระราชทานเศวตฉัตร อีกทั้งเชิญเสด็จไปกรุงเชตุดร ความปรารถนาของพระองค์ทุกอย่างจักถึงที่สุด ในไม่ช้านี้ ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด"


ครั้นประทานโอวาทแด่พระมหาสัตว์แล้ว ท้าวสักกเทวราช ได้เสด็จกลับสู่ทิพยสถานของพระองค์ ส่วนพระเวสสันดรโพธิสัตว์และพระนางมัทรี ต่างดีใจที่ความปรารถนาทั้ง ๘ ประการ จะกลายเป็นจริง อีกทั้งทรงปีติยินดีที่รู้ว่า การทำ ความดีทุกอย่างของพระองค์นั้น อยู่ในสายตาของชาวสวรรค์ ทั้งสองพระองค์ได้ประทับแรมอยู่ในอาศรมที่ท้าวสักกะประทานให้


ฝ่ายพราหมณ์ชูชกพาพระโอรสพระธิดาทั้งสองพระองค์ เดินทางไกลถึง ๖๐ โยชน์ ครั้นถึงเวลาเย็น ก็ผูกพระกุมารกุมารีทั้งสองไว้ที่กอไม้ ให้บรรทมบนพื้น ส่วนตนเองปีนขึ้นต้นไม้นอนในระหว่างคาคบกิ่งไม้ เพราะเกรงพวกสัตว์ร้ายจะมาทำร้าย เหล่าเทพยดาได้ช่วยกันอารักขาพระกุมารกุมารีในเวลากลางคืน เนรมิตอาหารที่อร่อยให้เสวย ดูแลรักษาทะนุถนอมเหมือนมารดาเฝ้าดูแลบุตรน้อยด้วยความรักไม่จืดจางฉะนั้น


เมื่อตื่นขึ้นยามเช้าตรู่ ชูชกได้พาทั้งสองกุมารเดินทางต่อไป จนถึงทางแยกระหว่างกรุงเชตุดรกับแคว้นกาลิงคะ เมื่อไปถึงทางแยกชูชกไม่มั่นใจว่าจะเป็นเส้นทางไหน ฝ่ายเทวดาก็ดลใจให้พราหมณ์มุ่งหน้าไปทางกรุงเชตุดร เดินทางได้เพียงกึ่งเดือนเท่านั้นก็ถึงกรุงเชตุดร


ใกล้รุ่งของเช้าวันนั้น พระเจ้ากรุงสัญชัยสีวีมหาราชทรงพระสุบินว่า มีชายคนหนึ่งผิวดำ นำดอกปทุม ๒ ดอก มาวางไว้ในพระหัตถ์ จากนั้นก็สะดุ้งตื่นจากที่บรรทม ตรัสเรียกพวกพราหมณ์ผู้รู้ทำนายพระสุบิน พลางตรัสถามว่า จะมีเหตุมงคลอะไรเกิดขึ้น

พวกพราหมณ์ทูลพยากรณ์ว่า "พระประยูรญาติของพระองค์ที่จากไปนานจักกลับมา พระองค์จะได้พบกับพระราชนัดดาทั้งสองที่จากไปนาน" ขณะนั้นเอง พระเจ้าสัญชัยทอดพระเนตรไปทางถนน ทรงเห็นสองกุมารกุมารีซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คนหนึ่งเหมือนพระชาลี คนหนึ่งเหมือนกัณหาชินา จึงเกิดความสงสัย แต่คิดไม่ถึงว่ากุมารและกุมารีนี้จะเป็นหลานของพระองค์ จึงทรงรับสั่งให้อำมาตย์ไปเชื้อเชิญเข้ามาใกล้ๆ และไต่ถามพราหมณ์ถึงความเป็นมาเป็นไปของกุมารกุมารีผู้มีรูปงามทั้งสองว่า เป็นลูกของใคร เดินทางมาจากไหน

ด้วยความชะล่าใจ ชูชกจึงทูลไปตามความเป็นจริงทุกประการว่า ตนได้กุมารกุมารีทั้งสองนี้มาจากพระเวสสันดร แต่พระเจ้าสัญชัยไม่ทรงเชื่อ จึงตรัสถามว่า "ท่านพูดจาขอบุตรธิดาอย่างไร ถึงได้เด็กทั้งสองนี้มา ใครบ้างจะให้บุตรธิดาแก่คนอย่างท่าน ใครจะมีความคิดอย่างนี้ ถึงขนาดต้องนำลูกน้อย ที่น่ารักของตน ให้เป็นทาสของคนอื่น" นี่เป็นความคิดของพระเจ้าสัญชัยที่ทรงคาดคิดไม่ถึงว่า พระโอรสของพระองค์จะกล้าหาญชาญชัย สละได้แม้กระทั่งพระโอรสพระธิดาซึ่งอยู่ในวัยน่ารักแก่พราหมณ์คนนี้ แต่เมื่อพูดถึงวิสัยของพระโพธิสัตว์ แล้ว ท่านกล้าเสียสละ และตัดสินใจที่จะดำรงตนเป็นผู้ให้โดยตลอด โดยไม่กลัวต่อคำครหานินทาของใคร

เรามาติดตามต่อในคราวหน้าว่า พระเจ้าสัญชัยจะทรงทำให้พระกุมารและ พระกุมารีทั้งสอง พระองค์ พ้นจากการเป็นทาส และเป็นอิสระได้อย่างไร